ข้ามไปเนื้อหาหลัก

เกี่ยวกับ OneClickMath

ผู้สอนและผู้ก่อตั้ง

ครูคณิตสองคน สอน ม.ต้น หนึ่งคน ม.ปลาย หนึ่งคน เชื่อเหมือนกันว่าเป้าหมายของการเรียนคณิตคือให้น้องคิดต่อเองได้

ผมเชื่อว่าปัญหาของการเรียนคณิตศาสตร์ไม่ได้อยู่ที่เด็ก “ทำโจทย์ไม่เก่ง” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่เด็กจำนวนมาก ทำได้ตอนมีคนพา แต่ยังทำเองไม่ได้เมื่ออยู่หน้าข้อสอบจริง

จากประสบการณ์สอนนักเรียนหลายระดับ ทั้งตัวต่อตัวและแบบกลุ่ม ผมพบว่าความแตกต่างสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนโจทย์ที่ทำ แต่อยู่ที่ว่า ผู้เรียนสามารถ คิดต่อได้ด้วยตัวเองหรือไม่ เมื่อโจทย์เปลี่ยนไปจากที่เคยเห็น

ผมจึงไม่ค่อยเชื่อในทางลัดที่ทำให้คณิตศาสตร์ “ง่าย” ด้วยการเหลือเพียงสูตรหรือขั้นตอนให้จำ เพราะความง่ายแบบนั้นอาจช่วยให้ทำโจทย์บางประเภทได้ในระยะสั้น แต่ไม่ได้ช่วยให้ความเข้าใจติดตัวไปในระยะยาว

ผมเชื่อว่าการเรียนคณิตศาสตร์ที่ดีเกิดจากหลายองค์ประกอบที่ต้องทำงานร่วมกัน ได้แก่ ระบบการเรียนที่ดี เอกสารที่ดี สื่อที่ดี การอธิบายที่ดี และคำถามที่ดี ทั้งหมดต้องพาผู้เรียนจาก “เข้าใจ” ไปสู่ “คิดเองได้”

นี่คือแนวคิดที่ผมนำมาใช้ในการพัฒนา 1ClickMath

ผมไม่ได้สนใจเพียงว่าเด็กทำข้อนี้ถูกหรือไม่ แต่สนใจว่า

  1. 1เขาเข้าใจอะไรแล้ว
  2. 2ยังติดตรงไหน
  3. 3ควรเจอคำถามแบบไหนต่อ
  4. 4และเมื่อไม่มีคนบอกวิธี เด็กยังคิดต่อเองได้หรือเปล่า

ตลอดการทำงาน ผมมีประสบการณ์ทั้งด้านการสอน การพัฒนาเนื้อหา แบบฝึกหัด และการออกแบบระบบการเรียนออนไลน์ โดยพยายามนำมุมมองจาก Mathematics Education และ Data Science มาประกอบกัน เพื่อออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่ทั้งเข้าใจง่าย มีโครงสร้าง และตรวจสอบความเข้าใจได้จริง และผมเชื่อว่าการศึกษาที่ดีไม่ควรเป็นสิ่งที่มีเฉพาะสำหรับคนที่เข้าถึงการเรียนราคาแพงที่สุด แต่ควรเป็นสิ่งที่ มีคุณภาพและเข้าถึงได้

สำหรับผม เป้าหมายของการเรียนคณิตศาสตร์ไม่ได้จบที่ “วันนี้ทำได้” แต่คือ

“วันหนึ่งเมื่อไม่มีครูอยู่ข้าง ๆ ก็ยังคิดต่อเองได้”
น้ำซุป

ผมสนใจการสอนคณิตศาสตร์ในจุดที่หลายครั้งถูกมองข้าม ไม่ใช่เพียงว่าเด็กทำโจทย์ได้หรือไม่ได้ แต่เด็กกำลังคิดอย่างไรระหว่างทาง

ผมมีพื้นฐานด้านคณิตศาสตร์โดยตรงจากการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการศึกษาคณิตศาสตร์ และศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านคณิตศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตลอดประสบการณ์ทำงาน ผมมีโอกาสทำงานทั้งด้านการสอน การพัฒนาเนื้อหา และการออกข้อสอบ รวมถึงงานด้าน TCAS และการเตรียมสอบ โดยมีประสบการณ์กับ Dek-D TCAS Admission, การร่วมออกข้อสอบ A-Level 1–2 และ TGAT รวมถึง Tutor Road Tour

ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมมอง “โจทย์” ต่างจากการนำข้อสอบมาวางให้ผู้เรียนทำทีละข้อ

ผมสนใจว่าเนื้อหาแต่ละส่วนควรถูก label และจัดลำดับอย่างไร

  1. 1ผู้เรียนควรเริ่มจากอะไร
  2. 2ควรเพิ่มความซับซ้อนตรงไหน
  3. 3และคำถามแบบใดที่จะช่วยให้ผู้เรียนก้าวจากความเข้าใจระดับหนึ่งไปสู่ระดับที่สูงขึ้นได้

ผมจึงให้ความสำคัญกับ scaffolding คือการออกแบบเส้นทางให้ผู้เรียนค่อย ๆ เพิ่มระดับความคิด แทนการโยนโจทย์จำนวนมากให้ทำแล้วจบลงที่คะแนนถูกหรือผิด จาก feedback ที่ได้รับจากนักเรียน สิ่งหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญคือการทำให้เด็กเริ่มรู้สึกว่า “เราทำได้” “เราเข้าใจว่ากำลังคิดอะไรอยู่” และ “โจทย์ที่ยากขึ้นไม่ได้แปลว่าเราทำไม่ได้” เพราะเป้าหมายของผมไม่ใช่การทำให้เด็กทำโจทย์ได้จำนวนมากที่สุดในหนึ่งวัน แต่คือการสร้างกระบวนการที่ทำให้เด็ก เห็นพัฒนาการของความคิดตัวเอง และค่อย ๆ รับมือกับโจทย์ที่ซับซ้อนขึ้นได้ด้วยตัวเอง

สำหรับผม คณิตศาสตร์ที่ดีไม่ควรถูกแบ่งเพียงเป็น “ข้อนี้ทำยังไง” แต่ควรถูกออกแบบให้ผู้เรียนมองเห็นว่า

“ทำไมเราจึงคิดแบบนี้ และขั้นต่อไปเราควรคิดอะไร”
นาม