หลักการนับเบื้องต้น คือวิธีนับจำนวนวิธีการทำงาน จำนวนสิ่งของ หรือจำนวนเหตุการณ์ โดยไม่ต้องแจกแจงทุกกรณี เครื่องมือหลักมี หลักการบวก หลักการคูณ การเรียงสับเปลี่ยน () และ การจัดหมู่ () ข้อต่างสำคัญคือ การเรียงสับเปลี่ยนสนใจลำดับ แต่การจัดหมู่ไม่สนใจลำดับ แล้วปิดบทด้วยทฤษฎีบททวินาม
สวัสดีครับ นี่พี่ติว OCM
บทนี้สูตรน้อย แต่ต้องถามตัวเองให้ถูกสองข้อ คือ "ลำดับมีผลไหม" และ "ของเหมือนกันหรือเปล่า" ตอบสองข้อนี้ได้ก็เลือกวิธีนับถูกแล้วครับ
สรุปบทนี้ใน 1 ตาราง
หัวข้อ | จำนวนวิธี |
|---|---|
2.1 หลักการบวก (แบ่งเป็นกรณีที่ไม่ซ้ำซ้อนกัน) | |
2.1 หลักการคูณ (ทำต่อเนื่องกันหลายขั้นตอน) | |
2.2 เรียงของที่แตกต่างกัน ชิ้นจาก ชิ้น | และ |
2.3 เรียงของ ชิ้นที่มีบางชิ้นเหมือนกัน | |
2.4 เรียงของที่แตกต่างกัน ชิ้นเป็นวงกลม | |
2.5 เลือกของ ชิ้นจาก ชิ้น ไม่สนใจลำดับ | |
2.6 กระจาย | ทฤษฎีบททวินาม |
2.1 หลักการบวกและหลักการคูณ
หลักการบวก: ถ้าแบ่งวิธีทำงานออกเป็น กรณี กรณีที่ 1 ทำได้ วิธี กรณีที่ 2 ทำได้ วิธี ไปจนถึงกรณีที่ ทำได้ วิธี โดยวิธีในแต่ละกรณีไม่ซ้ำซ้อนกัน และแต่ละกรณีทำให้งานเสร็จสมบูรณ์ จะทำงานนี้ได้ วิธี
ตัวอย่าง: ร้านมีเครื่องดื่มร้อน 4 อย่าง และเครื่องดื่มเย็น 5 อย่าง สั่งเครื่องดื่ม 1 แก้ว เลือกได้ วิธี
หลักการคูณ: ถ้าแบ่งการทำงานเป็น ขั้นตอนที่ต้องทำต่อเนื่องกัน ขั้นตอนที่ 1 ทำได้ วิธี ในแต่ละวิธีนั้นทำขั้นตอนที่ 2 ต่อได้ วิธี ไปจนถึงขั้นตอนที่ ทำได้ วิธี จะทำงานนี้ได้ วิธี
ความต่างคือ หลักการบวกใช้เมื่อ แต่ละกรณีทำให้งานเสร็จได้เลย ส่วนหลักการคูณใช้เมื่อ ต้องทำครบทุกขั้นตอนงานจึงเสร็จ
ตัวอย่าง: สร้างจำนวนสี่หลักจากเลขโดด 0, 1, 2, 3, 4, 5 โดยแต่ละหลักใช้เลขโดดไม่ซ้ำกัน
หลักพันห้ามเป็น 0: เลือกได้ 5 วิธี
หลักร้อย: เหลือเลขโดด 5 ตัว (รวม 0) เลือกได้ 5 วิธี
หลักสิบ: 4 วิธี และหลักหน่วย: 3 วิธี
สร้างได้ จำนวน
เคล็ดลับ: ตำแหน่งที่มีเงื่อนไข ให้เลือกก่อน ถ้าเงื่อนไขทำให้ต้องแยกกรณี (เช่น จำนวนคู่ที่หลักหน่วยเป็น 0 หรือไม่เป็น 0) ให้นับแต่ละกรณีด้วยหลักการคูณ แล้วรวมด้วยหลักการบวก
2.2 การเรียงสับเปลี่ยนเชิงเส้นของสิ่งของที่แตกต่างกันทั้งหมด
การเรียงสับเปลี่ยนเชิงเส้น คือการนำสิ่งของมาจัดเรียงในแนวเส้นตรง ถ้าลำดับต่างกันถือว่าเป็นคนละแบบ
แฟกทอเรียล เมื่อ เป็นจำนวนเต็มบวก คือผลคูณของจำนวนเต็มบวกตั้งแต่ 1 ถึง
เรียงของที่แตกต่างกันทั้งหมด ชิ้น ได้ วิธี
นำของ ชิ้นจากของที่แตกต่างกัน ชิ้น มาเรียง โดย ได้
ตัวอย่าง: นักวิ่ง 8 คน แข่งชิงเหรียญทอง เงิน ทองแดง ได้ผลต่างกัน แบบ
ตัวอย่าง: เรียงหนังสือที่แตกต่างกัน 6 เล่มบนชั้น โดยหนังสือ 2 เล่มที่กำหนดต้องอยู่ติดกัน
มัด 2 เล่มนั้นเป็น 1 มัด เหลือ 5 หน่วย เรียงได้ วิธี
ในมัดสลับกันได้ วิธี
รวม วิธี
2.3 การเรียงสับเปลี่ยนเชิงเส้นของสิ่งของที่ไม่แตกต่างกันทั้งหมด
ถ้ามีของ ชิ้น ในจำนวนนี้มี ชิ้นที่เหมือนกันเป็นกลุ่มที่หนึ่ง ชิ้นที่เหมือนกันเป็นกลุ่มที่สอง ไปจนถึง ชิ้นที่เหมือนกันเป็นกลุ่มที่ โดย จะเรียงได้
เหตุผลคือ ถ้ามองของทุกชิ้นว่าต่างกัน จะเรียงได้ วิธี แต่การสลับของที่เหมือนกันภายในกลุ่มไม่ได้ทำให้เกิดแบบใหม่ จึงต้องหารออก
ตัวอย่าง: เรียงตัวอักษรในคำว่า BANANA (A มี 3 ตัว N มี 2 ตัว B มี 1 ตัว)
2.4 การเรียงสับเปลี่ยนเชิงวงกลมของสิ่งของที่แตกต่างกันทั้งหมด
การเรียงเป็นวงกลม ถ้าหมุนทั้งวงแล้วได้ลำดับเดิม ถือว่าเป็นแบบเดียวกัน จึงให้สิ่งของชิ้นหนึ่งอยู่คงที่ แล้วเรียงอีก ชิ้นที่เหลือ
ตัวอย่าง: 7 คนนั่งรอบโต๊ะกลมที่มี 7 ที่นั่ง จัดได้ วิธี
ตัวอย่าง: 6 คนนั่งรอบโต๊ะกลม โดย 2 คนที่กำหนดต้องนั่งติดกัน มัดสองคนเป็น 1 หน่วย เหลือ 5 หน่วย จัดเป็นวงกลมได้ วิธี และสองคนสลับกันได้ 2 วิธี รวม วิธี
2.5 การจัดหมู่ของสิ่งของที่แตกต่างกันทั้งหมด
การจัดหมู่ คือการเลือกกลุ่มของสิ่งของ โดยไม่พิจารณาลำดับ ของ ชิ้นชุดเดียวกันเรียงได้ แบบ แต่นับเป็นกลุ่มเดียว จึงได้
และ คือเลือก ชิ้นไปใช้ ก็เท่ากับเลือก ชิ้นไว้ไม่ใช้
สนใจลำดับ
P₄,₂ = 12
ไม่สนใจลำดับ
C₄,₂ = 6
12 = 6 × 2! เพราะแต่ละกลุ่มเรียงได้ 2! = 2 แบบ
ของ 4 ชิ้น ABCD เลือกมา 2 ชิ้น
6 กลุ่ม × 2 แบบ = 12 แบบ
มีของที่แตกต่างกัน 4 ชิ้น เลือกมา 2 ชิ้นแล้วเรียงสับเปลี่ยนเชิงเส้น ได้ P₄,₂ = 4!/2! = (4)(3) = 12 วิธี ถ้าสนใจแค่ว่าได้ของชุดไหน (การจัดหมู่) ของ 2 ชิ้นชุดเดียวกันเรียงได้ 2! = (2)(1) = 2 แบบ ซึ่งนับเป็นวิธีเดียว จึงได้ C₄,₂ = 12/2 = 6 วิธี
ตัวอย่าง: เลือกนักเรียน 3 คนจาก 9 คน ไปแข่งเป็นทีม ได้ วิธี
ตัวอย่าง: เลือกกรรมการชาย 2 คนจาก 5 คน และหญิง 2 คนจาก 4 คน ใช้หลักการคูณ ได้ วิธี
ใช้ หรือ
สิ่งที่โจทย์ถาม | ใช้ |
|---|---|
เรียง จัดตำแหน่งที่ต่างกัน สร้างรหัสหรือตัวเลข | การเรียงสับเปลี่ยน (ลำดับมีผล) |
เลือกกลุ่ม คัดทีม หยิบพร้อมกัน | การจัดหมู่ (ลำดับไม่มีผล) |
2.6 ทฤษฎีบททวินาม
ให้ เป็นจำนวนจริง และ เป็นจำนวนเต็มบวก
เรียก เมื่อ ว่า สัมประสิทธิ์ทวินาม ซึ่งก็คือสัมประสิทธิ์ของพจน์
ตัวอย่าง: กระจาย
ตัวอย่าง: หาสัมประสิทธิ์ของ จากการกระจาย
พจน์ที่มี คือ
สัมประสิทธิ์คือ
เมื่อเรียงสัมประสิทธิ์ทวินามของ เป็นแถว จะได้ รูปสามเหลี่ยมปาสกาล
ตัวแรกและตัวสุดท้ายของทุกแถวเป็น 1
ตัวอื่นเท่ากับผลบวกของสองจำนวนที่อยู่ทางซ้ายและทางขวาในแถวบน คือ
แทน ในทฤษฎีบททวินาม ได้
จุดที่นักเรียนพลาดบ่อย
ใช้การเรียงสับเปลี่ยนกับโจทย์เลือกกลุ่ม หรือใช้การจัดหมู่กับโจทย์ที่ตำแหน่งต่างกัน
สร้างจำนวนแล้วลืมว่าหลักแรกห้ามเป็น 0
เรียงเป็นวงกลมแล้วใช้ แทน
แยกกรณีแล้วคูณกัน ทั้งที่ต้องบวก (หรือกลับกัน)
หาสัมประสิทธิ์ทวินามแล้วลืมยกกำลังตัวเลขที่ติดมากับ หรือ
